โรคเฮอร์ปีส์ หรือโรคเริมที่ทุกคนควรรู้จัก
โรคเฮอร์ปีส์ หรือโรคเริมที่ทุกคนควรรู้จัก

โดยโรคเฮอร์ปีส์หรือโรคเริมที่หลายๆคนคงจะเคยได้ยินมาบ้าง ซึ่งต้องบอกว่าโรคนี้เกิดขึ้นมาจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า เฮอร์  และโรคเริมเป็นโรคที่อยู่ในกลุ่มของโรคติดต่อทางเพสสัมพันธ์  โดยเมื่อได้รับเชื้อดังกล่าวแล้ว  เชื้อนี้จะทำให้เกิดการติดเชื้อไปยังระบบต่างๆทั่วร่างกายได้  อย่างเช่น ตาเยื่อบุช่องปาก ริมฝีปาก ผิวหนังระบบประสาท ทั้งนี้ยัง รวมถึงบริเวณอวัยวะเพศด้วย  เชื้อไวรัสตัวนี้ส่วนใหญ่แล้วจะเข้าสู่ร่างกายด้วยสัมผัสทางเยื่อบุหรือทางผิวหนังที่ถลอกหรือเป็นแผล บริเวณที่พบว่ามีอาการติดเชื้อเริมมากที่สุดคือ บริเวณริมฝีปาก จากนั้นรองลงมาก็คือ  บริเวณของอวัยวะเพศ

เมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายในช่วงระยะประมาณ6-8 วัน จะส่งผลทำให้ผิวบริเวณดังกล่าวเกิดตุ่มน้ำพองใสเป็นกลุ่ม ๆ  โดยในแต่ละกลุ่มจะมีประมาณ 2-10 เม็ด ซึ่งในช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงที่สามารถติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้ นอกจากนี้แล้วอาจจะพบว่าในผู้ป่วยจะมีอาการคันหรือแสบร้อนรอบ ๆ ตุ่มใสนี้ร่วมด้วย  ส่วนเริมอวัยวะเพศ  เป็นโรคที่มีอัตราในการติดต่อสูง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นโรคนี้อยู่แล้ว  แล้วไม่ได้มีการป้องกันขณะที่มีเพศสัมพันธ์

อาการของโรคเริมอวัยวะเพศ ส่วนใหญ่เมื่อได้รับเชื้อแล้วก็จะมีอาการที่รุนแรงในช่วงการติดเชื้อครั้งแรกโดยเริ่มจากในช่วงของ 2-3 วัน ถึง 3 อาทิตย์ หลังจากนั้นอาการของการได้รับเชื้อคือ มีอาการปวดแสบปวดร้อน เกิดการระคายเคืองบริเวณที่จะเกิดตุ่มแผล ในบางรายอาจจะพบว่ามีอาการ ปวดศรีษะ เป็นไข้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ นำมาก่อนก็มี และเมื่อเวลาผ่านไปอีกประมาณ 10 วัน จะมีตุ่มใส ๆ เกิดขึ้นและมีอาการเจ็บปวดมากร่วมด้วย โดยเฉพาะในผู้ป่วยหญิงมักจะพบว่าอาการของโรคจะเกิดขึ้นในช่วงระยะนาน 3-6 อาทิตย์

สิ่งสำคัญของคนที่ได้รับเชื้อและป่วยเป็นโรคเริ่ม  ได้แก่  งดการเพศสัมพันธ์หรือสัมผัสโดยตรงกับแผล จนกว่าแผลจะหายดีพยายามสวมชุดชั้นใน ให้เลือกเนื้อผ้าเป็นชนิดฝ้าย และให้เว้นการสวมเครื่องนุ่งห่มหรือกางเกงที่คับทุกครั้งที่ไปพบแพทย์และเปลี่ยนแพทย์ ให้เล่าประวัติการเกิดเริมของตนเองกันแพทย์   และส่วนสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ควรได้รับการตรวจเกี่ยวกับเริมเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงของเวลาใกล้คลอด ถ้าหากสงสัยว่าจะเป็นโรคเริมก็ให้รีบปรึกษาแพทย์ นอกจากนี้แล้วการรักษาขณะที่ยังเป็นแผล  ขณะที่ยังมีอาการปวดแสบปวดร้อนอยู่ การใช้ยา Acyclovir สามารถช่วยลดอาการได้แต่ก็ไม่หายขาด และเมื่อไรที่ร่างกายอ่อนแอลงก็สามารถที่จะกลับมาเป็นใหม่ได้